วันเสาร์, มิถุนายน 05, 2553

ขอร้องล่ะ อย่าเปิดตาข้างเดียวกันจะได้ไหม

ขอร้องล่ะ อย่าเปิดตาข้างเดียวกันจะได้ไหม

การปิดตาข้างเดียว แล้วเอาข้อมูลข้างเดียวมาขยายต่อ

ขอบ่นอีกซักที มันปวดใจ

ไม่รู้อะไรกันนักหนา



ฟากฝั่งหนึ่ง ก็ได้ข่าวมาตลอดมาว่า

คนในเมือง ไม่เห็นพวกเขาเป็นคน

ได้ข่าวว่า คนที่พวกเขารัก โดนรังแก จากคนที่พวกเขา “เคย”

รักเขาเข้าใจว่าพวกเขาโดน ทิ้ง โดนฆ่า โดนเหยียดหยาม

คุณว่ามัน “จริง” แค่ไหน ข่าวพวกนี้ เราเองก็ไม่รู้หรอก รู้แต่มันไม่ถูกทั้งหมดแน่

แต่พวกเขาก็เชื่อทั้งหมด บางคนเชื่อแล้วเศร้า แต่บางคนเศร้าแล้วสู้ บางคนไม่เศร้า

แต่ห้าว ไม่รู้อะไรมากนัก แต่บ้าดีเดือด(กลุ่มที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือมากที่สุด)



อีกกลุ่ม ก็ตั้งป้อมเหยียดหยาม ว่าฟากข้างต้นนั้น โง่เง่าเต่าตุ่น

ฟังความข้างเดียว ไม่รักชาติ หวังทำลายสิ่งที่เขารัก

Effect คือ การกระจายข้อความสาดเสีย เทเสียประนามบุคคลต่างๆ ทั้งๆที่ไม่เคยหาที่มาว่าคนคนนั้นเป็นใคร

ข้อความ FW ที่ได้มานั้น จริงหรือไม่ ไม่เคยสืบ ไม่เคยค้นเอาสะใจว่า ไม่สนใจว่าจะทำลายใคร เพียงเพราะเชื่อว่า

สิ่งที่ตนรู้นั้นจริง ใครที่ไม่เห็นด้วย(แม้แต่เล็กน้อย) มันผู้นั้นไม่รักชาติ

อุ๊บอิ๊บ ความรักชาติไว้เป็นของตนและคนที่เห็นด้วยกับตน “ทั้งหมด” เท่านั้น

(พวกนี้ เราไม่ได้หมายถึงสีใดสีหนึ่ง แต่เรารวมคนที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ไว้เป็นกลุ่มนี้)



อีกพวก เห็นว่าพวกแรกถูกรังแกและตัวเองเป็นผู้ผดุงความถูกต้อง

ไม่รู้แหละ ต้องปกป้องผู้ที่ถูกรังแกคนที่อยู่ตรงกันข้ามพวกแรก
ว่าพวกที่อยู่ตรงข้ามกับพวกแรกนั้นทำร้ายคนที่ด้อยกว่า

ลืมไปว่า พวกที่ปะปนอยู่กับพวกแรกนั้น ไม่ได้เป็นพวกถูกรังแก

แต่เป็นพวกบ่อนทำลาย(อย่าเถียงกันเชียวว่าไม่มี)



เราไม่ขอนับคน ที่ให้ข้อมูลกับคนทั้งสามฝั่งเพราะ

คนที่ให้ข้อมูลนั้น เราไม่รู้จริงๆ ว่าจุดมุ่งหมายคนพวกนั้นคืออะไร

แต่ที่อยากฝากซักนิด เราอยากให้เปิดตาอีกข้าง

ไม่อยากให้เหมารวม ทุกกลุ่ม อ้างรักชาติ

อ้างรักในหลวง แต่ยังคงใส่ร้าย ใส่ความ ให้กันและกัน

ไม่เคยคิดจะหาตื้นลึกหนาบาง มีแต่ข่าวว่าๆๆๆ

แล้วเราก็ทะเลาะกัน



“…กิจเฉพาะหน้าของเราทั้งหลายทุกคนที่จะต้องทำ ก็คือ

ต้องรับสถานการณ์อันวิกฤตนี้ด้วยใจอันมั่นคง ไม่หวั่นไหวและด้วยความรู้เท่าถึงการณ์
พร้อมกับร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติแก้ไขผ่อนหนักให้เป็นเบา ด้วยความสงบและพร้อมเพรียง ไม่ก่อความวุ่นวายให้สถานการณ์ยิ่งร้ายลงไปอีก ทุกฝ่ายจำเป็นต้องเข้าใจในกันและกัน
เห็นใจกัน เสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ร่วมกันอุ้มชูกันไว้
เหมือนดังที่ได้เคยอุ้มชูกันมาแต่กาลก่อน เมื่อรวมกันดังนี้
ก็จะเกิดพลังยิ่งใหญ่ ที่จะสามารถขจัดอุปสรรคขัดข้องทั้งปวงให้หมดสิ้นไปได้ในที่สุด…”

พระราชดำรัส พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย ในโอกาสขึ้นปีใหม่ ๒๕๑๖

ณ พลับพลาท้องสนามหลวง

วันจันทร์ ที่ ๓๑ธันวาคม ๒๕๑๖


“...ความสุข ความสวัสดีของข้าพเจ้า

จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญ

มั่นคง เป็นปกติสุข...”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
เนื่องในโอกาส เสด็จออกมหาสมาคม
ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย วันที่ ๕ ธันวามคม ๒๕๕๒





แล้วหลายท่าน ที่อ้างว่าสู้เพื่อในหลวง อ้างว่าปกป้องในหลวง

อ้างไปถึงความจงรักภักดี วันนี้ทำตามพระราชดำรัสได้หรือยัง?


....ไม่ต้องตอบเรา ตอบใจตัวเอง...


คงมีคนบอกว่าทีเราเองยังแปะข่าว กระจายข่าว

ข่าวสำหรับเราคือการอัพเดทข้อมูล

เราไม่เคยแปะข้อมูลข่าวที่เอียงข้างใดสุดกู่

(สังเกต ขวาสุด ซ้ายสุด ไม่เคยแปะ)

ส่วนเพื่อน หรือ เครือข่ายที่อยู่กับเราเราเชื่อว่ามีวิจารญาณในการวิเคราะห์ข้อมูล



ยังย้ำจุดยืน เราเองไม่ได้เป็นกลาง ยังมีอัคติ

แต่เราไม่เคยดูถูกใคร ไม่ได้ขอให้ใครมาคิดเหมือนเรา

เพียงแต่อยากให้เปิดตา อีกข้างของท่าน

เพราะการที่ต่างฝ่ายต่างปิดตาข้างหนึ่ง

ทำให้เรามีวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓



ต่อนี้จะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับพวกเราแล้ว ว่าจะเอาไงต่อ



จะตีกันต่อไป หรือจะแก้ไขปัญหา เลือกกันเองค่ะ



...สังเกตุไหม...๓๗ปีผ่านไป ปัญหาของประเทศไทยก็ยังเป็นเรื่องเดิม

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 16, 2553

พี่อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์@รางวัลนาฏราช






พ่อเป็นเสาหลักของบ้านบ้านของผมหลังใหญ่มากเรา
อยู่กันหลายคนผมเกิดมาเราก็อยู่กันอย่างสงบมานานบรรพบุรุษของพ่อ
เสียเหงื่อ เสียเลือดเอาชีวิตเข้าแลก กว่าจะได้บ้านหลังนี้มาจนมา
ถึงวันนี้ พ่อคนนี้ก็ยังเหนื่อยที่จะดูแลบ้านดูแลความสุขของทุกๆ
คนในบ้านถ้ามีใครสักคนโกรธใครมาก็ไม่รู้ไม่ได้ดั่งใจเรื่องอะไรมา
ก็ไม่รู้แต่พาลมาลงที่พ่อ
เกลียดพ่อ
ด่าพ่อคิดจะไล่พ่อออกจากบ้านผม จะเดินไปบอก คนๆ นั้นว่า ถ้าเกลียดพ่อ
ไม่รักพ่อแล้วจงออกไปจากที่นี่ ซะ!
เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ ผมรักในหลวงครับและ
ผมก็เชื่อว่าทุกคนก็รักในหลวงเหมือนกัน

ผมเชื่อว่าเรามีสีเดียวกัน ศีรษะนี้เรามอบให้พระเจ้าแผ่นดิน!!
อ๊อฟ พงษ์พัฒน์16/05/2553งานมอบรางวัลนาฏราช 2553:


ถ้าชีวิตของคนไทยตัวเล็กๆ อย่างแนน จะทำอะไรให้เจ้าเหนือหัวได้

แม้่สิ่งนั้นจะเป็นชีวิต หากจะช่วยได้ เอาไปได้เลย ไม่รั้งรอค่ะ

วันเสาร์, พฤษภาคม 15, 2553

วันพฤหัสบดี, พฤษภาคม 13, 2553

บางทีมันก็เกินจะเข้าใจว่าคิดอะไรกันอยู่

บางทีมันก็เกินจะเข้าใจว่าคิดอะไรกันอยู่
บางทีก็ให้สงสัยว่า สิ่งที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้มันด้อยกว่าคนอื่นเขามากนักหรืออย่างไร

อะไรที่ใฝ่หา เสรีภาพ เงินตรา หรือประชาธิปไตย

เสรีภาพ ในความเป็นมนุษย์ ตอนนี้มันไม่มีอยู่เลยหรือ
เราถูกกดขี่ขนาดนั้นเชียวหรือ
ทำไมบางคนจึงพูดประหนึ่งว่า...
ประเทศนี้มันย่ำแย่เสียเหลือเกิน เพราะเราถูกอำนาจครอบงำ
โดนปิดกั้น เราโดนริดรอนสิทธิ ฯลฯ

หรือทั้งหมดที่คิดนั้น
มาจากการสังเคราะห์ข้อมูลที่เราได้มา
เพราะเขาบอกว่า มันเป็นแผนการของผู้มีอำนาจ ที่ไม่อยากสูญเสียสิ่งที่มี
เพราะ ข่าวเล่าเรื่องลือ ว่า คนนั้นทำอย่างนี้ จึงเป็นอย่างนี้
คนนั้นทำอย่างนั้น จึงเป็นอย่างนั้น ผลเลยออกมาอย่างนี้


ถามสักคำ ข้อความ ข้อมูลที่ได้รับนั้นก่อนเชื่อนั้นได้พิสูจน์แล้วหรือยัง

คนที่บอกเรา เชื่อถือได้มากแค่ไหน
คนที่บอกเรา ไปฟังเขาบอกมาอีกทีหรือเปล่า

เราโดนกระทำจริง หรือเราเชื่อว่าเราโดนกระทำ

แล้วถ้าโดนกระทำจริง ก่อนหน้าที่ทำไมเราถึงไม่ได้รู้สึก

ทำไมพึ่งมารู้สึกว่ามีคนมาบอก

ทำไมถึงเชื่อคำพูดมากกว่าการกระทำ สิ่งที่เห็นจนชินตา

หรือเพราะไม่มีใครออกมาแก้ข่าว เลยเชื่อไปว่า นั่นมันจริง
ลืม...สิ่งที่หลายสิบปีเคยเชื่อเคยรัก เคยเห็นเคยรู้สึก
เพราะเพียงสิ่งที่ฟังข้อมูลที่ได้รับ โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิ่งที่ฟังเรื่องเล่านั้น

เกิดขึ้นจริงหรือไม่

ได้ยินกับหู ได้เห็นกับตา หรือก็เปล่า

เชื่อจริงๆหรือว่าเปลี่ยนแล้วมันจะดีขึ้น
เชื่อจริงๆหรือ ว่าชนชั้นจะหายไป

สำหรับฉัน ฉันเชื่อในสิ่งที่เห็น เชื่อในสิ่งสัมผัส

ในสิ่งที่รู้สึก เชื่อในรากในเหง้า ในสิ่งที่เราเป็น

เชื่อว่า ชาติไทยนั้น แสดงสัญญลักษณ์ ออกมาชัดเจนที่ธง สิ่งที่ทำให้เราคงเป็นไทย คือ

ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์

ผิดไปจากนั้น ฉันถือว่านั่นไม่ใช่เรา

วันอาทิตย์, พฤษภาคม 09, 2553

มีรูปไหนที่ดูแล้วน้ำตาไหลหรือเปล่า





วันนี้เป็นโหมดเรื่องส่วนตัว
จากความอัดอั้นตันใจ กับข้อมูลเท่าหางอึ่งที่เพียรสะสมมา

ช่วงนี้ออกมาทำเรื่องเกี่่ยวกับในหลวง
ถามว่าทำให้ใคร ทำเอาหน้า บ้าเจ้าหรืออย่างไร

ทำเพราะอยากทำ ตอบได้แค่นั้นเอง
อยากจะทำอะไรได้บ้าง แม้จะแค่เศษเสี้ยวก็ตามที
วันนี้จะเล่าเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับในหลวงสักนิดนึงค่ะ

ค่ำๆวันหนึ่ง ณ หอศิลป์วัฒนธรรม(ศาลากลางเก่า)
เชียงใหม่ เมื่อเฉลิมฉลองครองราชย์ครบ ๖๐ ปี

ฉันได้ไปร่วมลงชื่อถวายพระพร พร้อมชมนิทรรศการ
เป็นครั้งแรกที่เห็นรูปนี้
ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวชิ้นต้นๆ

ทูลกระหม่อม ๔ พระองค์
ทรงวางพระหัตถ์ขวาเรียงเทียบขนาดกันไว้
ทรงฉายภาพ
“พระหัตถ์ใหญ่พระหัตถ์เล็ก”
ที่ทรงวางเรียงลำดับไว้
เสมือนเป็นการทรงสมานสามัคคีระหว่าง
"ครอบครัว"


น้ำตาไหล ไม่รู้ตัว
บอกกับเพื่อนที่ไปด้วยข้างๆว่า

"ดูสิท่านรักกันขนาดนี้ ใครนะใครมาว่าท่านได้"

หลายเรื่องที่เราได้ยิน
กับสิ่งที่เราสัมผัสได้ด้วยใจ
ไม่ต้่องมีใครมาสั่งสอนให้ฉันพระเจ้าอยู่หัว
แต่ฉันก็รัก

เคยถามแม่ว่า ทำไมเด็กเดี๋ยวนี้เขาถึงไม่ค่อยรักในหลวงกัน
แม่บอกว่าเขาไม่ทันเห็น ว่าในหลวงท่านทำอะไรบ้าง
เขาอาจไม่เคยได้ดูข่าวพระราชสำนัก
เพราะทำอย่างอื่นอยู่

แต่แม่ฉันก็ไม่เคยสอนให้ฉันรักในหลวง

แต่ฉันรู้...ว่าไทยเรานี้
มีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
เป็นสถาบันหลักของชาติ

ไม่ใช่วัตถุกราบไว้

แต่ตามเพลงว่าไว้ ท่านคือเทวดาที่ยังมีลมหายใจ

แฟนกัน พิสูจน์ใจกันไม่ดี่ปี เรายังยอมรับได้ว่าเขาเป็นคนดี


แต่นี่หกสิบปีที่ท่านทำความดีกับคนไทยมาตลอด

ทำไมไม่พอให้บางคนรัก

ฉันเชื่อของฉัน และ ฉันรักในหลวงจับใจ

ขอเป็นคนเป็นมีเจ้าบ่าวมีนายไปอย่างนี้

ดีกว่าเป็นเสรีชนแต่ลืมราก

วันเสาร์, พฤษภาคม 08, 2553

"ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร"


ท่านผู้หญิงเกนหลง เขียนไว้ในหนังสือ
"ทำเป็นธรรม" ขณะเสด็จฯ ออกจากประเทศไทยไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีประชาชนส่งเสด็จจำนวนมาก ดังนี้

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องถวายพระพร ระหว่างที่รถพระที่นั่งแล่นผ่าน ฝูงชนส่งเสด็จเดินทางจากสยามประเทศเพื่อไปศึกษาต่อ ณ สวิตเซอร์แลนด์
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2489 ได้มีเสียงหนึ่งตะโกนแทรกมาเข้าพระกรรณว่า
"ในหลวงอย่าทิ้งประชาชน" ในขณะนั้น ทรงนึกตอบในพระทัยว่า
"ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร"
ภาพนี้ยังคงติดอยู่ในพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หั
ว จนมิอาจลืมเลือนได้ตราบถึงปัจจุบัน เพราะทรงตระหนักว่า
ทรงมีหน้าที่เพื่อชาติ ถึงโอกาสที่ควรจะทรงทำหน้าที่เพื่อชาติและประชาชน
ตามที่ประชาชนพร้อมใจกันทูลเกล้าฯ ถวายพระราชภาระอันยิ่งใหญ่

และเพื่อเป็นการผ่อนคลายความเศร้า
ความเสียขวัญของพสกนิกรชาวไทย ซึ่งเพิ่งผ่านการสูญเสียครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์
ระหว่างนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชนิพนธ์บันทึกประจำวัน
"เมื่อ ข้าพเจ้าจากสยาม สู่สวิตเซอร์แลนด์"
พระราชทานแก่หนังสือวงวรรณคดีไทย
เพื่อถ่ายทอดความรู้สึกซาบซึ้งพระราชหฤทัยถึงน้ำใจของ
ประชาชนที่พร้อมใจกันมาส่งเสด็จอย่างมืดฟ้ามัวดิน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มบท
พระราชนิพนธ์ว่า...

"วงวรรณคดี" ได้ขอร้องให้ข้าพเจ้าเขียนเรื่องเล็กน้อยที่ถนัดมาลงในหนังสือนี้นานมาแล้ว
อันที่จริงข้าพเจ้าก็ไม่ใช่นักประพันธ์ เมื่ออยู่โรงเรียน
เรียงความและแต่งเรื่องก็ทำไม่ได้ดีนัก...ฉะนั้น
จึงตกลงใจส่งบันทึกประจำวันที่เขียนไว้ก่อนและระหว่างวันเดินทาง
จากสยามสู่สวิตเซอร์แลนด์มาให้

และในโอกาสนี้จึงขอขอบใจเป็นการส่วนตัวต่อ ทุกๆ คน
ที่มาถวายความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชของข้าพเจ้า
ณ พระมหาปราสาท ตลอดจนความปรารถนาดี ที่มีต่อตัวข้าพเจ้าเอง
กับขอขอบใจเหล่าทหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการ
ด้วยความจงรักภักดีต่อเราทั้งสองด้วย

วั
นที่ 16 สิงหาคม พ.ศ.2489
- อีกสามวันเท่านั้น เราก็จะต้องจากไปแล้ว
ฉะนั้น จึงตั้งใจจะไปนมัสการพระพุทธชินสีห์ ที่วัดบวรนิเวศวิหาร
รวมทั้งสมเด็จพระสังฆราชด้วย ยืนรออยู่บ้าง แต่ไม่สู้มากนัก
เข้าไปในพระอุโบสถ จุดเทียนนมัสการ ฯลฯ...แล้วได้มีโอกาสทูลปฏิสันถารกับสมเด็จพระสังฆราช
ทรงนำพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์สูงมาให้รู้จัก
โดยปกติได้เคยเห็นท่านเหล่านี้มาจนชินแล้ว
ทรงนำขึ้นไปนมัสการพระสถูป บนนั้นมีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่
ชื่อพระไพรีพินาศ พระองค์นี้เคยทรงเล่าประวัติมาก่อนหน้านี้แล้วหลายวั
น หลังจากนั้นก็นมัสการลา

ตอนนี้มีราษฎรชุมนุมกันหนาตาขึ้น ต่างก็ยัดเยียดเบียดเสียดกันจนรู้สึกเกรงไปว่ารถที่นั่งมาจะทับเอาใครเข้าบ้าง ช่างเคราะห์ดีแท้ๆ ที่ไม่มีอันตรายอันใดเกิด ขึ้นแก่ประชาชนที่มานั้นเลย ในหมู่ประชาชนที่มารอกันอยู่วันนี้ จำได้ว่ามีบางคนเคยเห็นที่พระมหาปราสาทเป็นประจำมิได้ขาด ไม่รู้ว่าหาเวลามาจากไหน จึงไปที่พระมหาปราสาทได้เสมอเกือบทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และวันอาทิตย์ พวกนี้ก็มาที่วัดนี้ด้วยเหมือนกัน

วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2489
- เก็บของลงหีบและเตรียมตัว...

วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2489
- เราต้องจากไปในวันพรุ่งนี้แล้ว! อะไรๆ ก็จัดเสร็จหมด
หมายกำหนดการก็มีอยู่พร้อม...บ่ายวันนี้เราไป
ถวายบังคมพระบรมอัฐิของพระบรมราชบุพการีของเรา
ทั้งสมเด็จพระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระบรมราชินีในรัชกาลก่อนๆ
แล้วก็ไปถวายบังคมลาพระบรมศพ เราต้องทูลลาให้เสร็จในวันนี้
และไม่ใช่พรุ่งนี้ตามที่ได้กะไว้แต่เดิม เพื่อจะรีบไม่ให้ชักช้า เพราะพรุ่งนี้จะได้มีเวลาแล่นรถช้าๆ
ให้ราษฎรเห็นหน้ากันโดยทั่วถึง

เมื่อออกจากพระที่นั่งไพศาลทักษิณมายังพระที่นั่งอมรินทร-วินิจฉัย
ผู้คนอะไรช่างมากมายเช่นนั้น! เมื่อวานนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาถามว่า
จะอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาหรือไม่ ในขณะที่ไปถวายบังคมพระบรมศพ
ตอบเขาว่า "ให้เข้ามาซิ" เพราะเหตุว่า วันอาทิตย์เป็นวันสำหรับประชาชน
เป็นวันของเขา จะไปห้ามเสียกระไรได้ และยิ่งกว่านั้น
ยังเป็นวันสุดท้ายก่อนที่เราจะจากบ้านเมืองไปด้วย
ข้าพเจ้าอยากจะแลเห็นราษฎร เพราะกว่าจะได้กลับมาเห็นเช่นนี้ก็คงอีกนานมาก.
วันนี้พวกทหารรักษาการณ์กันอย่างเต็มที่
เพื่อกันทางไว้ให้รถแล่นได้สะดวกไม่เหมือนเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ที่มากันคน

วันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ.2489
- วันนี้ถึงวันที่เราจะต้องจากไปแล้ว!
พอถึงเวลาก็ลงจากพระที่นั่งพร้อมกับแม่ ลาเจ้านายฝ่ายใน ณ พระที่นั่ง
ชั้นล่างนั้น แล้วก็ไปยังวัดพระแก้ว เพื่อนมัสการลาพระแก้วมรกต และพระภิกษุสงฆ์
ลาเจ้านายฝ่ายหน้า ลาข้าราชการทั้งไทยและฝรั่ง แล้วก็ไปขึ้นรถยนต์

พอรถแล่นออกไปได้ไม่ถึง 200 เมตร มีหญิงคนหนึ่งเข้ามาหยุดรถ
แล้วส่งกระป๋องให้เราคนละใบ ราชองครักษ์ไม่แน่ใจว่าจะมีอะไรอยู่ในนั้น
บางทีจะเกิดเป็นลูกระเบิด! เมื่อมาเปิดดูภายหลัง ปรากฏว่าเป็นทอฟฟี่ที่อร่อยมาก
ตามถนนผู้คนช่างมากมายเสียจริงๆ ที่ถนนราชดำเนินกลาง
ราษฎรเข้ามาใกล้จนชิดรถที่เรานั่ง กลัวเหลือเกินว่าล้อรถของเราจะไปทับแข้งทับขาใครเข้าบ้าง
รถแล่นฝ่าฝูงคนไปได้อย่างช้าที่สุด ถึงวัดเบญจมบพิตรรถแล่นเร็วขึ้นได้บ้าง
ตามทางที่ผ่านมา ได้ยินเสียงใครคนหนึ่งร้องขึ้นมาดังๆ ว่า
"อย่าละทิ้งประชาชน"
อยากจะร้องบอกเขาลงไปว่า
ถ้าประชาชนไม่ "ทิ้ง" ข้าพเจ้า แล้ว ข้าพเจ้าจะ "ละทิ้ง"
อย่างไรได้ แต่รถวิ่งเร็วและเลยไปไกลเสียแล้ว

เมื่อมาถึงดอนเมือง เห็นนิสิตมหาวิทยาลัยผู้จงใจมาเพื่อส่งเราให้ถึงที่
ได้รับของที่ระลึก เป็นรูปเครื่องหมายของมหาวิทยาลัย 11.45 นาฬิกาแล้ว
มีเวลาเหลืออีกเล็กน้อยสำหรับเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ที่สโมสรนายทหาร
ต่อจากนั้นก็ไปขึ้นเครื่องบิน เดินฝ่าฝูงคน ซึ่งเฝ้าดูเราอยู่จนวาระสุดท้าย


เมื่อขึ้นมาอยู่บนเครื่องบินแล้วก็ยังมองเห็นราษฎร
ได้ยินเสียงไชโยโห่ร้องอวยชัยให้พร
แต่เมื่อคนประจำเครื่องบินเริ่มเดินเครื่องทีละเครื่องๆ เสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นหวั่นไหว
กลบเสียงโห่ร้องก้องกังวานของประชาชนที่ดังอยู่หมด
พอถึง 12 นาฬิกา เราก็ออกเดินทาง มาบินวนอยู่เหนือพระนคร
สามรอบ ยังมองเห็นประชาชนแหงนดูเครื่องบินทั่ว
ถนนทุกสายในพระนครบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตกมุ่งตรงไปยังเกาะลังกา (ซีลอน)
เสียงเครื่องบินดังสนั่นหนวกหู
หากผู้ใดอยากจะพูดก็จะต้องตะโกนออกมาให้สุดเสียง
ดังนั้น จึงไม่มีใครพูดเลย ทางที่ดีที่สุดที่พึงทำคือ หลับตาเสียแล้วนิ่งคิด

ที่มา : เปลว สีเงิน 26 กันยายน 2552
http://www.thaipost.net/news/260909/11335

จับใจเหลือเกิน ในเวลาที่บ้านเมืองลุกเป็๋นไฟอย่างนี้
ไม่รู้ว่า น้องๆวัยรุ่นสมัยนี้ จะมีความจับใจกับเรื่องพวกนี้สักกี่มากน้อย

แต่สำหรับแนน เวลาอ่านเรื่องอย่างนี้แล้วน้ำตามันซึมทุกครั้ง วันนี้ เห็นพวกพ้องที่แนวคิดเดียวกัน โมโห อารมย์เสีย กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เราก็เข้าใจ
ว่าพรรคพวกรู้สึกอย่างไร เพราะวูบแรกก็ไม่ต่างกัน

แต่ถ้าเห็นแต่คนร้อนใจ แต่จะดับไฟอย่างไรถ้าใจร้อน ฝากหนึ่งเขาร้อน เจตนาเขาก็คือไม่อยากให้มันสงบ แล้วเราก็ลุกขึ้นฟาดฟันกัน บ้านเมืิิองก็ลุกเป็นไฟ สมใจเขาล่ะสิ

ใครจะทุกข์เท่า นายหลวงของเรา เนื่องจากทั้ง เราและเขาที่ลุกขึ้นฟาดฟัน
ลูกไทย เหมือนกันทั้งนั้นเป็นผสกนิกรในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นกัน ในหลวงจะว่าอย่างไร หากฝ่ายนึงทำร้าย อีกฝ่ายโต้ตอบ เหมือนเห็นลูกฆ่ากัน ท่านจะเสียใจแค่ไหน

แล้วเราจะกล้าประกาศตัวเองว่าเรารักในหลวงอีกหรือ
อย่าละทิ้งท่าน โดยการไม่ละทิ้งแนวทางของท่าน

พระราชดำรัส "ในหลวง"เคยกล่าวไว้ว่า:ถ้าไม่สามัคคี ก็บอกแล้วว่า ประเทศจะประสบความหายนะ ไม่ได้ใช้คำว่าหายนะ แต่ก็คล้ายกัน ว่าถ้าไม่สามัคคีกัน ไม่ปรองดองกัน ประเทศชาติล้ม ถ้าล้มก็ ผลของการล้มนั้นมีหลายอย่าง ถ้าทางกายก็ร่างกายกระดูกหัก และต้องเข้ารักษา บางทีรักษานานๆ ไม่มีสิ้นสุด ถ้าไม่ระวังประเทศชาติก็ล่ม


ถ้ารักท่านจริงคนที่จากบ้านมาเพราะอะไรก็ตาม กลับบ้านเสียนะคะ
ระบบมันมีของมันอยู่ ท่านอยู่ตรงนี้ ก็ดีแต่ตกเป็นเครื่องมือของคนที่ไม่ต้องการความสงบ

ส่วนคนที่กำลังโมโห คิดว่าจะต้องบุก ต้องจัดการ จะต้องฆ่า จะต้องฟาดฟันกันให้ตายไปข้าง ถ้าเราใช้ความรุนแรงกับเขา แล้วที่เราว่าเขาใช้คว่ามรุนแรงความถ่อย ความความเถื่อน เราต่างจากเขาตรงไหน

ฝากอีกซักคำ "รักพ่อ อย่าทะเลาะกัน"

วันศุกร์, พฤษภาคม 07, 2553

”ไทยนี้รักสงบ” จริงๆ หรือ”อยากให้รบใจจะขาด”

       วันนี้ หลายๆคนคงได้อ่านข้อเขียนของ คุณ ริมโขง หนองคาย ณ.บล๊อคเนชั่น(

http://www.oknation.net/blog/vincentoldbook3 )

อ่านเผินๆแล้วเหมือนงานเขียนเชียร์นายก แต่หากลองอ่านอย่างละเอียด ก็จะได้มองเห็นอะไรบางอย่างที่เราอาจมองข้ามไปวันนี้แนนของข้ามประเด็น ฮั้วไม่ฮั้ว ไก่กาหรือไม่

เกินสติปัญญาน้อยนิดนี้จะตอบได้ ถ้าเรื่องนี้จะพูดได้ตามควมรู้สึกเลย

ขอแนะนำให้ไปอ่านของคุณเปลว สีเงิน  ณ ไทยโพสท์(

http://www.thaipost.net/news/070510/21878)คือขออนุญาติเชื่อใจผู้นำ เพราะถ้าไม่เชื่อเสียแล้ว เราจะยังไงต่อ

 จะให้ไปแข็งข้อเหมือนปีกเหลือง เห็นทีว่า บ้านนี้เมืองนี้คงสงบลงยาก

 และเมื่อตกลงกันได้แล้ว ก็ขออัญเชิญพี่น้องที่ราชประสงค์กลับบ้านเสียที

จะฮั้วอะไรกันก็อีกเรื่อง เพราะอย่างที่คุณเปลว



"ความจริง" ว่าปัญหาสังคมชาติทุกวันนี้แค่"แผนปรองดอง" ยังใช้แก้อะไรไม่ได้

แต่ช่วยให้ทุกคน-ทุกฝ่าย "ทำใจ" เพื่อผ่อนคลายไประยะหนึ่งเท่านั้น”

         

       มันไม่จบแค่นี้ คนที่พอสนใจการเมืองคงเข้าใจกันอยู่แล้ว

ว่านี่แค่ภาคหนึ่งเท่านั้น(มันไม่ใช่ภาคแรก)

เพราะเรื่องที่เกิดมันมันดำเนินมาเนิ่นนาน ตื่นเต้นบ้างไม่ตื่นเต้นบ้าง

 แต่ช่วงก่อนมันหัวใจจะวายเท่านั้นเอง

ดังนั้น หากจะใช้วิธีนี้พักรบ มันก็ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ

 

เพราะบางที ลึกๆก็สงสัยว่า . .”ไทยนี้รักสงบ” จริงๆ หรือ”อยากให้รบใจจะขาด”

กันแน่ ยอมรับว่าช่วงแรกๆของการรับข่าวสารนั้น

แนนเลือกข้าง เลือกสี ชัดเจน

หากแต่เมื่อลองทบทวนดูแล้ว สิ่งที่มันแอบแฝงภายใต้ที่เราเลือกกันไว้นั้น

เป็นเรื่องส่วนรวมจริงหรือไม่

อุดมการณ์นั้น มีจริงหรือ

หากลองนึกที่มาที่ไป ของ การเป็นมนุษย์นั้น ที่เราเหนือกว่าสัตว์อื่น

เพราะเรามีสติปัญญา ดังนั้น ทบทวนถึงเหตุถึงผลดู

 

 

  แน่นอน ยังเชื่ออยู่เสมอว่าคนไทยจำนวนมากไม่ว่าสี

ไหนยังคงมีความจงรักภักดี

ต้องการให้ในหลวงมีความสุข ยังเชื่อว่า

เมื่อวันที่ ๕ ที่ผ่านมา มีคนน้ำตาไหล

สิ่งที่เราจะต้องปกป้องในวันนี้คือสถาบัน

และต้องยอมรับให้ได้ด้วยว่ากระบวนการล้มล้าง/เปลี่ยนแปลงนั้น



มีอยู่จริง”  และมีในทุกสีเสียด้วยต่างแค่วิธีการเท่านั้น อย่าได้ตั้งอกตั้ใจเชื่อโดยไม่คิด มูลเหตุนั้นมันย่อมมี

 

 

ถ้าถามว่าเราทำอะไรได้

ก็คือคิดให้มากในการกลั่นกรอง

เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่สมเหตุสมผล

มิใช่เลือกจะเชื่อเฉพาะที่อยากเชื่อ

อยากให้มองเห็นว่า ทุกคน เป็นคน

วิธีใดที่จะทำให้สูญเสียน้อยที่สุด ก็ควรจะเลือกสิ่งนั้น

 

หรือความจริงแล้วเราไม่อยากรักกัน เราอยากทะเลาะกันอย่างนี้ต่อไป

 

แล้วใครจะได้ประโยชน์

 

ช่วงเวลานี้ควรเป็นช่วงเวลาแห่งสติ

ไปทบทวนดูว่าสิ่งที่ทำลงไป ทำอะไร ส่งผลอะไร

มีผลดีอะไร จริงหรือไม่

 

คิดถึงคำที่เราพูดบ่อยๆ รักพ่ออย่าทะเลาะกัน

แล้วทำไมเราหาเรื่องจะทะเลาะกันเรื่อยน้อ

 

 

ชอบ คำที่คุณ ริมโขง  บอกว่า

“วันนี้ประชาชนควรจะหันกลับมามองสังคมไทยโดยรวม ออกจากท้องถนน

กลับสู่บ้าน ..ให้การสนับสนุนอย่างเต็มกำลังความสามารถของเราในฐ

านะ

"ประชาชน" เพื่อสนับสนุนให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ขึ้นในชาติบ้านเมือง..

       การเมืองในอนาคตนับจากนี้ ..จะเป็นการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาล

ไม่ใช่การผูกขาดอำนาจของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

ประชาชนต้องร่วมใจกันตรวจสอบมิให้เกิดอำนาจผูกขาดผ่านการเลือกตั้ง !!!..”

  

ลองกลับไปคิดดูละกันค่ะ